ความแตกต่างของCustom Clearance กับ Free Trade Agreement (FTA)
เข้าใจหลักการของ Custom Clearance กับ FTA เพื่อให้เข้าใจข้อแตกต่าง และ ใช้อย่างเหมาะสม
ในโลกของการค้าระหว่างประเทศ คำว่า Custom Clearance (พิธีการศุลกากร) และ Free Trade Agreement (FTA หรือ ข้อตกลงการค้าเสรี) เป็นคำที่ผู้ประกอบการนำเข้า–ส่งออกต้องพบเจออยู่เสมอ แม้ทั้งสองคำจะมีความเกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศเหมือนกัน แต่มีบทบาท และ หน้าที่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนั้นบทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจแบบละเอียดว่า Custom Clearance และ FTA คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร และ เกี่ยวข้องกันในมุมไหน เพื่อให้คุณสามารถนำไปใช้ในธุรกิจได้อย่างถูกต้อง และ มีประสิทธิภาพ
ทำความเข้าใจ Custom Clearance (พิธีการศุลกากร)
Custom Clearance คือ กระบวนการทางกฎหมาย และ ระเบียบปฏิบัติที่สินค้าทุกชนิดต้องผ่านเมื่อมีการนำเข้า (Import) หรือ ส่งออก (Export) นอกประเทศ วัตถุประสงค์หลัก คือเพื่อให้รัฐบาลสามารถควบคุม ตรวจสอบ และ จัดเก็บภาษีอากรให้ถูกต้องตามกฎหมาย
โดยองค์ประกอบหลักของพิธีการศุลกากร ได้แก่
- การสำแดงรายการสินค้า (Declaration): การแจ้งรายละเอียดสินค้า เช่น ประเภท ปริมาณ น้ำหนัก และ มูลค่า ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Customs)
- การพิกัดอัตราศุลกากร (HS Code): การระบุรหัสสินค้าสากล 8-10 หลัก เพื่อกำหนดอัตราภาษีที่ต้องชำระ
- การตรวจปล่อยสินค้า (Release): เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสาร และ ชำระภาษีเรียบร้อยแล้ว สินค้าจะได้รับอนุญาตให้เคลื่อนย้ายออกจากท่าเรือ หรือ ด่านศุลกากรได้
ทำความเข้าใจ Free Trade Agreement (FTA)
FTA คือ ข้อตกลงระหว่างประเทศสองประเทศขึ้นไป (ทวิภาคี หรือ พหุภาคี) ที่มีเป้าหมายเพื่อลด หรือยกเว้นภาษีศุลกากร และ อุปสรรคทางการค้าอื่นๆ ระหว่างกัน เพื่อให้การแลกเปลี่ยนสินค้า และ บริการมีความคล่องตัว และ มีต้นทุนที่ต่ำลง
ซึ่งจุดเด่นของ FTA ได้แก่
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: สินค้าที่ผลิตในประเทศสมาชิกอาจได้รับสิทธิ์เสียภาษีนำเข้าในอัตรา 0% หรือต่ำกว่าอัตราปกติ (MFN Rate)
- กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin): เงื่อนไขสำคัญที่ระบุว่าสินค้าต้องถูกผลิต หรือ แปรรูปในประเทศสมาชิกตามเกณฑ์ที่กำหนด จึงจะได้รับสิทธิ์ FTA
- การขยายตลาด: จะช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้นเนื่องจากราคาต้นทุนที่ลดลง
ขั้นตอนการเตรียมตัวเพื่อใช้สิทธิ์ FTA ในกระบวนการศุลกากร
เพื่อให้การนำเข้า-ส่งออกเป็นไปอย่างราบรื่น และประหยัดต้นทุนที่สุด การใช้สิทธิ์ FTA ควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
- ตรวจสอบ HS Code ให้แม่นยำ
พิกัดศุลกากร คือหัวใจหลัก หากระบุรหัสผิด นอกจากจะไม่ได้สิทธิ์ FTA แล้ว ยังอาจโดนค่าปรับจากการสำแดงเท็จอีกด้วย - ตรวจสอบเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin)
สินค้าบางชนิดไม่ใช่แค่ผลิตในไทยแล้วจะได้สิทธิ์ทันที แต่อาจต้องมีสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ (RVC) ไม่น้อยกว่า 40% หรือ ต้องมีการเปลี่ยนพิกัดศุลกากร (CTC) ตามที่ข้อตกลงนั้นๆ กำหนด - การขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O)
ผู้ส่งออกต้องขอเอกสารนี้จากกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อส่งให้ผู้นำเข้าในต่างประเทศใช้ยื่นต่อศุลกากรปลายทาง - การจัดการเอกสาร (Documentation) ควรเก็บรักษาเอกสารการผลิต และ หลักฐานการนำเข้าวัตถุดิบไว้อย่างน้อย 5 ปี เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนหลังจากเจ้าหน้าที่ศุลกากร (Post-Audit)
ซึ่งจะเห็นว่าการเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Custom Clearance และ FTA จะช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ โดย
- Custom Clearance จะช่วยให้ธุรกิจของคุณมั่นคง ปลอดภัยจากค่าปรับ และ รักษาชื่อเสียงในการเป็นผู้นำเข้า-ส่งออกที่ดีได้
- FTA คือเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยลดต้นทุนอย่างมหาศาล ที่ทำให้ราคาสินค้าของคุณสู้กับคู่แข่งในระดับสากลได้
หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาด การปรึกษาชิปปิ้ง (Shipping Agent) ที่มีความเชี่ยวชาญจะเหมาะสมที่สุด สุดท้ายแล้ว “ความรู้ด้านกฎระเบียบ” คือกุญแจสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจระหว่างประเทศ แต่ถ้าหากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาชิปปิ้งที่มีประสบการณ์เราขอแนะนำ บริษัท โรเจอร์ กรุงเทพ จำกัด ซึ่งเป็น บริษัทนำเข้า ส่งออกที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังมีบริการโลจิสติกส์ และ มีบริการอื่นๆอย่างมืออาชีพ ทั้งยังมีบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และ ประสบการณ์ ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทุกชนิดโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมี ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา ทางด้านการขนส่งสินค้า ได้หลากหลายประเภท สามารถขอคำแนะนำกับทางเราได้ตลอดเวลา ทางเรามีทีมงานคอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับลูกค้าได้อย่างทันที เราจึงมั่นใจว่าจะบริการทุกธุรกิจได้อย่างราบรื่นนั้นเอง
ติดต่อสอบถาม
Website : https://www.rogers-thailand.com
Facebook : Rogers Thailand
E-mail : infoth@rogers-asia.com
Tel : 02 752 6417
Line : @rogersthailand
Powered by Froala Editor