ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการคลังสินค้าปลอดภาษีมีอะไรบ้าง
เข้าใจค่าใช้จ่ายในการใช้บริการคลังสินค้าปลอดภาษีเพื่อการวางแผนอย่างเหมาะสม
ในยุคที่การค้าระหว่างประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการนำเข้า และ ส่งออกต่างมองหาวิธีบริหารต้นทุน และ เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ได้รับความนิยมคือ “คลังสินค้าปลอดภาษี” หรือ Duty Free Warehouse ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดเก็บสินค้า นำเข้าสินค้า หรือรอการส่งออกได้โดยยังไม่ต้องชำระอากรขาเข้า และ ภาษีบางประเภทในทันที โดยที่คลังสินค้าปลอดภาษีมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจนำเข้า-ส่งออก โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ E-Commerce ระหว่างประเทศ และ บริษัทโลจิสติกส์ เนื่องจากจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ลดภาระการจ่ายภาษีล่วงหน้า และ ยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสต็อกสินค้าด้วย ดังนั้นบทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการคลังสินค้าปลอดภาษี รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อราคา และแนวทางในการควบคุมต้นทุนให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
เจาะลึกรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการใช้บริการคลังสินค้าปลอดภาษีมีอะไรบ้าง
หมวดที่ 1: ค่าใช้จ่ายแรกเข้า และ กิจกรรมนำสินค้าเข้าคลัง
เมื่อสินค้าเดินทางมาถึงท่าเรือ หรือ ท่าอากาศยาน และ ถูกขนส่งมายังคลังสินค้าปลอดภาษี จะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นดังต่อไปนี้
- ค่าบริการนำสินค้าเข้า : ค่าใช้จ่ายในการรับสินค้าจากยานพาหนะขนส่ง ตรวจสอบรายการ สินค้า และจำนวนให้ตรงกับเอกสารนำเข้า
- ค่าบริการยกขนสินค้า : ค่าแรงงาน หรือ ค่าเครื่องจักร (เช่น รถโฟล์กลิฟต์) ในการยกสินค้าลงจากตู้คอนเทนเนอร์ หรือ รถบรรทุกเพื่อนำเข้าสู่พื้นที่จัดเก็บ
- ค่าบริการคัดแยก และ ติดป้ายพาเลท : ในกรณีที่สินค้าไม่ได้มาเป็นพาเลทสำเร็จรูป ทางคลังสินค้าจะต้องนำมาจัดเรียงบนพาเลท และ ติดบาร์โค้ด หรือ ป้ายบ่งชี้เพื่อความสะดวกในการระบุตำแหน่งในระบบคลังสินค้า
หมวดที่ 2: ค่าเช่าพื้นที่จัดเก็บสินค้า
นี่คือค่าใช้จ่ายหลักที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตราบใดที่สินค้ายังคงจัดเก็บอยู่ในคลังสินค้าปลอดภาษี โดยทั่วไปผู้ให้บริการคลังสินค้า ซึ่งจะคิดคำนวณในหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้า ดังนี้
- คิดตามปริมาตรหรือน้ำหนัก : เหมาะสำหรับสินค้าเทกอง หรือ สินค้าที่มีรูปทรงไม่มาตรฐาน
- คิดตามตำแหน่งจัดเก็บ : เป็นรูปแบบที่นิยมที่สุดสำหรับคลังสินค้าสมัยใหม่ โดยจะคิดราคาต่อพาเลท ต่อวัน หรือ ต่อสัปดาห์
- คิดตามพื้นที่ตารางเมตร : เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเช่าพื้นที่ปิดเฉพาะ เพื่อบริหารจัดการเองภายในคลัง
- ค่าบริการจัดเก็บสินค้าควบคุมอุณหภูมิ : หากสินค้าเป็นยา เวชภัณฑ์ สารเคมีเฉพาะ หรือ อาหารที่ต้องพึ่งพาห้องเย็น ค่าเช่าพื้นที่จัดเก็บจะสูงกว่าสินค้าทั่วไปประมาณ 1.5 ถึง 3 เท่า เนื่องจากมีต้นทุนด้านพลังงาน และ การบำรุงรักษาระบบทำความเย็นตลอด 24 ชั่วโมง
หมวดที่ 3: ค่าบริการจัดการสินค้า และ กิจกรรมเพิ่มมูลค่า
จุดเด่นของคลังสินค้าปลอดภาษีหลายๆแห่งในปัจจุบันคือ การอนุญาตให้ทำกิจกรรมบางประเภทกับสินค้าได้ก่อนการเสียภาษี ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดในประเทศได้ โดยมีค่าบริการดังนี้
- ค่าบริการหยิบ และ แพ็คสินค้า : คิดค่าบริการเป็นรายชิ้น หรือ รายกล่อง เมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา และ ต้องหยิบสินค้าออกจัดทำชุดส่งมอบ
- ค่าบริการติดฉลากสินค้าภาษาไทย : สินค้าหลายๆประเภท เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้า กฎหมายบังคับให้ต้องมีฉลากภาษาไทยก่อนวางจำหน่าย การนำเข้าสินค้ามาติดฉลากภายในคลังก่อนผ่านพิธีการศุลกากรขาเข้า จะช่วยประหยัดต้นทุนค่าแรงจากประเทศต้นทางได้มาก
- ค่าบริการจัดชุดสินค้า/คละโปรโมชั่น : การนำสินค้าหลายชิ้นมารวมกันเป็นเซ็ตของขวัญ หรือ จัดชุดโปรโมชั่นร่วมกัน
- ค่าบริการตรวจสอบคุณภาพสินค้า : ค่าบริการเปิดตู้ หรือ กล่องเพื่อสุ่มตรวจสภาพสินค้าว่ามีความเสียหายจากการขนส่งระหว่างประเทศ หรือ ไม่ ก่อนที่จะทำเรื่องเดินพิธีการในขั้นตอนต่อไป
หมวดที่ 4: ค่าดำเนินการพิธีการศุลกากร และ เอกสาร
เนื่องจากคลังสินค้าถูกกำกับดูแลโดยกฎหมายศุลกากรอย่างเข้มงวด การเคลื่อนย้ายสินค้าเข้า-ออกจึงต้องมีการจัดทำเอกสาร และ ระบบข้อมูลที่ถูกต้องตามกฎหมาย
- ค่าบริการจัดทำใบขนสินค้า : ค่าวิชาชีพของตัวแทนออกของ ในการจัดทำ และ ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าคลังสินค้า (ประเภทฝากคลัง) และ ใบขนสินค้าขาออก (เมื่อนำสินค้าออกจากคลัง)
- ค่าธรรมเนียมศุลกากร : ค่าธรรมเนียมการซิงค์ข้อมูลผ่านระบบชิปปิ้งอิเล็กทรอนิกส์ และ ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด
- ค่าธรรมเนียมการโอนย้ายสิทธิ์ : ในกรณีที่มีการซื้อขายสินค้ากันภายในคลังสินค้าปลอดภาษี โดยเปลี่ยนมือเจ้าของสิทธิ์แต่ตัวสินค้ายังอยู่ที่เดิม จะมีค่าดำเนินการทางเอกสารศุลกากรเพื่อเปลี่ยนชื่อผู้ถือสิทธิ์ในระบบ
หมวดที่ 5: ค่าค้ำประกัน และ ค่าธรรมเนียมความเสี่ยง
การนำสินค้าเข้าเก็บในคลังสินค้าปลอดภาษี แม้จะยังไม่ต้องจ่ายภาษีเป็นเงินสดทันที แต่กรมศุลกากรต้องการหลักประกันว่าสินค้าเหล่านั้นจะไม่ถูกลักลอบนำไปขายในประเทศโดยไม่จ่ายภาษี
- ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันธนาคาร : ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องขอให้ธนาคารพาณิชย์ออกหนังสือค้ำประกัน เพื่อนำมาวางไว้กับกรมศุลกากร โดยธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี (โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 1.0% - 2.5% ของมูลค่าค้ำประกัน) ขึ้นอยู่กับวงเงิน และ อันดับความน่าเชื่อถือ ของบริษัท
- ค่าเบี้ยประกันภัยสินค้า : ค่าประกันภัยความวินาศภัย วาตภัย และ อัคคีภัยของสินค้าที่จัดเก็บอยู่ภายในคลังสินค้า ซึ่งจะคำนวณจากมูลค่าของสินค้าผนวกกับความเสี่ยงของประเภทสินค้านั้น ๆ
จะเห็นได้ว่าการใช้บริการคลังสินค้าปลอดภาษีเป็นทางเลือกที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน และ กระแสเงินสดของธุรกิจนำเข้า-ส่งออกได้อย่างมาก โดยเฉพาะการชะลอการชำระอากร และ ภาษีจนกว่าสินค้าจะถูกนำออกจากคลัง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นค่าพื้นที่จัดเก็บ ค่าขนถ่ายสินค้า ค่าบริหารสต็อก ค่าพิธีการศุลกากร ค่าประกันสินค้า และ บริการเสริมอื่น ๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้บริการได้อย่างเหมาะสม แต่ถ้าคุณกำลังมองหาบริการคลังสินค้าปลอดภาษีที่ได้มาตรฐานเราขอแนะนำ บริษัท โรเจอร์ กรุงเทพ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคลังสินค้าปลอดภาษีที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังมีบริการโลจิสติกส์ และ มีบริการอื่นๆอย่างมืออาชีพ ทั้งยังมีบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และ ประสบการณ์ ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทุกชนิดโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมี ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา ทางด้านการขนส่งสินค้า ได้หลากหลายประเภท สามารถขอคำแนะนำกับทางเราได้ตลอดเวลา ทางเรามีทีมงานคอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับลูกค้าได้อย่างทันที เราจึงมั่นใจว่าจะบริการทุกธุรกิจได้อย่างราบรื่นนั้นเอง
ติดต่อสอบถาม
Website : https://www.rogers-thailand.com/th/
Facebook : https://shorturl.asia/USdpj
E-mail : infoth@rogers-asia.com
Tel : 02 752 6417
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor